หมอเตือน!! อันตราย 3-4 วันถ่าย ท้องผูกเรื้อรังจนลำไส้อุดตัน ต้องตัดทิ้ง!?

นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิชล จ.นครศรีธรรมราช โพสต์เฟซบุ๊กเตือนผู้ที่มักมีอาการท้องผูก พร้อมภาพประกอบ ความว่า ท้องผูกเรื้อรังจนลำไส้อุดตัน

ตัวอย่างเคส ผู้ป่วยอายุ 68 ปี มีอาการท้องผูก 3-4วัน จึงถ่ายสักครั้ง อุจจาระแข็ง ต้องออกแรงเบ่ง จึงกินยาระบาย สวนสบู่เป็นประจำ จนในที่สุดเกิดลำไส้อุดตัน ปวดท้อง ท้องอืดมาก ต้องผ่าตัดฉุกเฉิน ตัดลำไส้บางส่วนที่โป่งพองอย่างมากทิ้งไปแล้วต่อลำไส้ใหม่ ท้องผูกเรื้อรัง จึงไม่ใช่ภาวะปกติที่จะปล่อยวางได้

โดย พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันบางอย่างหรือปัจจัยบางประการอาจเอื้อต่อการเกิดอาการท้องผูกได้ง่ายมากขึ้น เช่น

การอั้นอุจจาระ
รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย
มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย
น้ำหนักตัวมากหรือน้อยเกินไป
ดื่มน้ำน้อย
ความเครียดหรือความกดดัน โรคทางจิตเวช
ปัญหาทางด้านจิตใจ
มีภาวะขาดน้ำและเกลือแร่
อยู่ในวัยผู้สูงอายุ


ทั้งนี้ การผ่าตัดลำไส้ใหญ่ออก มักใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยท้องผูกจากภาวะที่ลำไส้เคลื่อนไหวช้า หรือโป่งพองจนไม่สามารถบีบรัดตัวได้แล้ว ที่รักษาโดยการรับประทานยาแล้วไม่ได้ผลและมีความผิดปกติชัดเจนของกล้ามเนื้อและระบบประสาทของลำไส้ที่ได้รับการตรวจยืนยันชัดเจนแล้ว โดยวิธีนี้ต้องผ่านการพิจารณาจากแพทย์เฉพาะทางผู้ชำนาญการเท่านั้น

สำหรับ การฝึกการขับถ่าย (Biofeedback Training) สอนให้ผู้ป่วยขับถ่ายอย่างถูกวิธี ด้วยเครื่องมือที่แสดงการทำงานของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการขับถ่าย ซึ่งสามารถแสดงผลกล้ามเนื้อเชิงกรานและกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณทวารหนักทั้งหมดของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงวิธีการขับถ่ายที่ถูกต้อง ทั้งท่าทาง การหายใจ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อหูรูด และการรับรู้ความรู้สึก

โดยจะทำการฝึกทั้งหมด 6 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 – 40 นาที วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลในระยะยาว เมื่อทำอย่างต่อเนื่องจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องรับประทานยา รวมถึงการจัดท่านั่งที่เหมาะสมต่อการขับถ่าย

ทั้งนี้ การปรับพฤติกรรม ได้แก่ ขับถ่ายอุจจาระเมื่อรู้สึกครั้งแรก อย่ารอจนสัญญาณการขับถ่ายอ่อนลง นั่งขับถ่ายในท่านั่งที่เหมาะสม รับประทานผักผลไม้ที่มีกากใย ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ดื่มน้ำในปริมาณที่มากเพียงพอ