แสดงสปิริต!! “รก.นายกสภา” มรภ.สารคาม ทิ้งเก้าอี้ หวั่นขัดม.157 – “อธิการบดี” ลั่น!ไม่ลาออก อ้างหวั่นระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

2นายกสภาราชภัฏ ‘พระนคร-สารคาม’ ทิ้งเก้าอี้ หลัง’หมอธี’ บี้สภาถอดอธิการฯ 60 ปี ‘มีชัย’ อ้างภาระชาติเยอะ นายกสภามรภ.สารคาม ยอมรับหวั่นโดนฟ้องขัดม.157 เผยศาลปกครองสูงสุด รับอุทธรณ์คำฟ้องสภาราชภัฏสารคาม ตั้งอธิการฯ จากผู้เกษียณ ด้านอธิการฯ ราชภัฏสารคาม วัย 67 ยันไม่ลาออก อ้างหวั่นระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ทป.มรภ. ทำจดหมายเปิดผนึกจี้ผู้บริหาร 60 ปีแสดงสปิริตลาออก

ความคืบหน้ากรณีนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้รับรายงานผลสรุปจากนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.)ซึ่งเป็นผลประชุมร่วมระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) กับนายกสภามหาวิทยาลัยและอุปนายกสภามหาวิทยาลัยจาก 58 มหาวิทยาลัยรัฐทั่วประเทศ ที่เป็นส่วนราชการ ประกอบด้วย 3 แนวทาง คือ 1.คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ผูกพันเฉพาะกรณีมหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)กาญจนบุรีที่มีปัญหาอธิการบดีที่อายุเกิน 60 ปี และยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน จึงไม่สามารถเป็นเกณฑ์กลางได้

2.กรณีที่เกิดขึ้นกับมรภ.กาญจนบุรี จะไม่ผูกพันกับหน่วยงานมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบ

3.กรณีที่เกิดขึ้นเป็นหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยไปหาวิธีการแก้ไขปัญหากันเอง

ทั้งนี้หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติสภามรภ.กาญจนบุรี ที่แต่งตั้งนายปัญญา การพานิช ซึ่งมีอายุเกิน 60 ปี รักษาการแทนอธิการบดี มรภ.กาญจนบุรี โดยศาลวินิจฉัยว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยหลังได้รับข้อเสนอ 3 แนวทางดังกล่าว นพ.ธีระเกียรติ โยนกลับไปให้สภามหาวิทยาลัยแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดการฟ้องร้องเหมือนกับมรภ.กาญจนบุรี

ขณะที่นายรัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ปรึกษาที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) เสนอให้นพ.ธีระเกียรติ ใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 39/2559 เรื่อง การจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา สั่งการให้สภามหาวิทยาลัยถอดถอนอธิการบดีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันเหลือมหาวิทยาลัยที่มีอธิการบดี/รักษาการอธิการบดีอายุเกิน 60 ปีจำนวน 22 สถาบันจากทั้งหมด 23 สถาบัน เนื่องจากนายชูศักดิ์ เอกเพชร อายุ 67 ปี รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี(มรส.) ได้แสดงสปิริตประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 21 กันยายน นพ.ธีระเกียรติ เปิดเผยว่า กรณีที่มีผู้เสนอให้ใช้คำสั่งคสช.ที่ 39/2559 สั่งสภามหาวิทยาลัยให้ถอดอธิการบดีอายุเกิน 60 ปีนั้น สำหรับปัญหานี้ ตนยืนยันว่าสภามหาวิทยาลัย ต้องพิจารณาหาทางออกเอง โดยยึดตามกฎหมายๆ กำหนดว่าอย่างไร ทุกฝ่ายต้องทำตามเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาฟ้องร้องเหมือนกับ มรภ.กาญจนบุรีขึ้นอีก ส่วนที่ถามว่ากลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ทั้ง 9 แห่ง ไม่ถือเรื่องนี้เป็นสาระและจะไม่ได้มีการพูดคุยกันเพราะเห็นว่าการเลือกอธิการบดีขึ้นอยู่กับสภามหาวิทยาลัย ไม่ใช่เรื่องของสปิริตว่าจะลาออกหรือไม่ลาออกนั้น แล้วแต่ทาง มทร.ที่ไม่ถือเรื่องนี้เป็นสาระ แต่ตนยืนยันว่าทุกสภามหาวิทยาลัยต้องคิด แก้ไขปัญหาในเชิงบริหารให้ดี เพราะทุกอย่างมีกฎหมายควบคุมอยู่ หากสภามหาวิทยาลัยสรรหาอธิการบดีได้แล้ว และพบว่าการสรรหาครั้งนี้ผิดกฎหมาย จนเกิดการฟ้องร้องต้องไปสู้กันเอาเอง

นายไพฑูรย์ เจริญพันธุวงศ์

นายไพฑูรย์ เจริญพันธุวงศ์ อุปนายกสภา มรภ.มหาสารคาม รักษาการนายกสภา มรภ.มหาสารคาม อายุ 84 ปี กล่าวว่า วันนี้ตนได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งอุปนายกสภาและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภา กลางที่ประชุมสภามรภ.มหาสารคาม และมีผลบังคับทันที ที่ลาออกเนื่องจากวันนี้มีการประชุมสภามรภ.มหาสารคาม โดยตนทำหน้าที่นายกสภาเนื่องจากนายกสภาได้ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2561 ตนในฐานะอุปนายกสภาจึงต้องทำหน้าที่นายกสภาตามมาตรา 16 วรรค 3 แห่งพ.ร.บ.มรภ. พ.ศ.2547 ซึ่งวันนี้ถือว่าเป็นการทำหน้าที่นายกสภาเป็นนัดแรก วาระการประชุมวันนี้คือการสรรหาแต่งตั้งรองอธิการบดี โดยตนได้แจ้งให้ที่ประชุมชะลอกระบวนการสรรหาแต่งตั้งรองอธิการบดีออกไป 2-3 เดือน

“ก่อนเริ่มการประชุมสภา ผมได้นำผลการประชุมร่วมระหว่างนายกสภาและอุปนายกสภา 58 มหาวิทยาลัยรัฐที่ได้หารือร่วมกับสกอ.เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2561 แจ้งให้ที่ประชุมสภารับทราบว่าเรื่องอายุของอธิการบดี/รักษาการอธิการบดียังไม่ชัดเจนว่าผู้ที่อายุ 60 ปี สามารถเป็นอธิการบดีได้หรือไม่ ประกอบกับเพิ่งมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดี มรภ.มหาสารคาม ลงมาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561

แต่ในเวลาไล่ๆ กันไม่กี่วันต่อมาศาลปกครองสูงสุดกลับรับคำร้องอุทธรณ์ของผู้ฟ้องที่ได้ฟ้องสภามรภ.มหาสารคาม กรณีแต่งตั้งผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีเป็นอธิการบดี หลังจากที่ศาลปกครองชั้นต้นยกคำฟ้อง สำหรับผมจึงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่จะเดินหน้ากระบวนการสรรหาแต่งตั้งรองอธิการบดีต่อไป ในเมื่อยังไม่มีความชัดเจนว่าผู้ที่อายุ 60 ปี สามารถเป็นอธิการบดีได้หรือไม่ เพราะศาลปกครองสูงสุดยังไม่มีคำวินิจฉัย ประกอบกับยังไม่มีการสั่งการลงมาจากรัฐมนตรีว่าการศธ.ที่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร” นายไพฑูรย์ กล่าว

นายไพฑูรย์ กล่าวด้วยว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าว ตนจึงได้เสนอที่ประชุมสภาว่าขอให้ชะลอการสรรหาแต่งตั้งรองอธิการบดีออกไป 2-3 เดือน จนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดออกมา ด้วยเชื่อว่าภายในเวลา 3 เดือน ศาลปกครองสูงสุดน่าจะมีคำวินิจฉัยกรณีของมรภ.มหาสารคามออกมาแล้ว หรือไม่รัฐมนตรีว่าการศธ.ก็น่าจะสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งลงมาในช่วงเวลา 3 เดือนจากนี้ ทั้งนี้เพื่อจะได้ไม่โดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ด้วย และถือเป็นการปกป้องอธิการบดีและกรรมการสภาไม่ให้ถูกฟ้องมาตรา 157 ด้วย แต่ปรากฏว่ากรรมการสภาส่วนหนึ่งกลับขอให้เดินหน้ากระบวนการสรรหาแต่งตั้งรองอธิการบดีให้แล้วเสร็จ ทำให้ตนรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเพราะมองว่าการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดยังคาราคาซังอยู่ ซึ่งถ้าต้องสรรหาแต่งตั้งรองอธิการบดีจนแล้วเสร็จ ตนก็ต้องเป็นคนลงนามซึ่งจะมีผลผูกพัน ในเมื่อตนไม่สามารถลงนามได้ และมองว่าเมื่อไม่สามารถบริหารงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อมรภ.มหาสารคามได้ จึงประกาศกลางที่ประชุมว่าขอลาออกจากตำแหน่งอุปนายกสภาและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเมื่อยื่นหนังสือแล้ว ตนก็ออกมาจากที่ประชุมเลย ทั้งนี้ยืนยันว่าการลาออกของตนไม่ได้เกิดจากความโกรธแค้นเพราะตนรักและผูกพันกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาก รักเสมือนบ้านหลังที่ 2 ทำงานร่วมกันมากับราชภัฏตั้งแต่ปี 2503 ตั้งแต่ยังเป็นวิทยาลัยครู สถาบันราชภัฏ กระทั่งมาเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ ผูกพันกันมามากกว่า 50 ปี

รศ.ดร.นิรุต ถึงนาค อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

รศ.ดร.นิรุต ถึงนาค อายุ 65 ปี อธิการบดี มรภ.มหาสารคาม กล่าวว่า ตนจะไม่ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีมรภ.มหาสารคาม เพราะเกรงว่าจะระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท เพราะตำแหน่งอธิการบดีเป็นตำแหน่งที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ด้านนายจิตเจริญ ศรขวัญ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทป.มรภ.) กล่าวว่า ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงบรรดาผู้เกษียณที่ยังเป็นผู้บริหาร มรภ. ความว่า คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดกรณีมรภ.กาญจนบุรีที่กำหนดว่าผู้ที่อายุเกิน 60 ปีจะเป็นอธิการบดีหรือรักษาการอธิการบดีไม่ได้ ถือเป็นบรรทัดฐาน เหล่าคณะผู้บริหารที่เป็นผู้เกษียณต่างรับรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตลอด แต่ยังฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย เพียงเพื่อรักษาอำนาจของตนเองและพรรคพวกให้คงอยู่ตลอดไป เพื่ออะไร มีผลประโยชน์ใดแอบแฝงหรือไม่ หรือว่านั่งทับอะไรอยู่ หรือกลัวว่าเมื่อสูญเสียอำนาจในการบริหารแล้วจะมีคนที่ไม่ใช่พรรคพวกตนเองมาตรวจสอบพบปัญหาการทุจริตหรือไม่ อย่างไร หรือว่าไม่เข้าใจคำว่าหลักธรรมาภิบาลหรือหลักความพอเพียง

จึงขอเรียกร้องให้ผู้บริหารที่อายุเกิน 60 ปี ปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดเช่นดังที่เคยสั่งสอนคณาจารย์รุ่นน้องในมหาวิทยาลัยว่าให้เคารพกฎหมาย กฎเกณฑ์และข้อบังคับ ถ้ายังไม่ปฏิบัติตาม ในฐานะประธานทป.มรภ. ตนและทีมงานด้านกฎหมายอาจต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะถือว่ามีเจตนาฝ่าฝืนบรรทัดฐานของศาลปกครองสูงสุด ไม่สนใจต่อนโยบายและข้อเสนอของรัฐมนตรีว่าการศธ.และรัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ตนขอถามหาจิตสำนึก ถามหาจริยธรรมของบรรดาพี่ๆ ผู้เกษียณอายุที่ยังเป็นผู้บริหารอยู่

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมสภามรภ.พระนคร ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายกสภามรภ.พระนคร เป็นประธานเมื่อวันที่ 21 กันยายนนั้น ภายหลังจากที่นายมีชัย ได้นำประชุมแล้ว นายมีชัยได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกสภา ทำให้กรรมการสภาหลายคนเกิดความแปลกใจ ซึ่งนายมีชัยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ‘ภารกิจระดับชาติผมมาก’ จากนั้นมีการถ่ายรูปร่วมกับกรรมการสภาเป็นที่ระลึกก่อนนายมีชัยจะเดินทางกลับ ต่อมาที่ประชุมสภาจึงมีมติแต่งตั้งนายถนอม อินทรกำเนิด อุปนายกสภา เป็นรักษาการนายกสภาแทน ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่าก่อนนี้นายมีชัย ได้ลาออกจากตำแหน่งนายสภามรภ.พระนครมาแล้วเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2561 ครั้งนั้นเกิดจากไม่สามารถสรรหาอธิการบดีมรภ.พระนครได้เป็นครั้งที่ 2 เนื่องจากข้อบังคับมรภ.พระนครว่าด้วยการประชุมสภามหาวิทยาลัย(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 ข้อ 3 กำหนดว่า “กำหนดให้ต้องมีการเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ถ้าหากการลงคะแนนโหวต 2 ครั้งแล้วคะแนนไม่เกินกึ่งหนึ่งของกรรมการสภาฯ ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่” ซึ่งการสรรหาอธิการบดีมรภ.พระนคร 2 ครั้งที่ผ่านมา แต่ละครั้งโหวต 2 รอบตามข้อบังคับแล้ว แต่คะแนนก็ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งอยู่ดีทำให้ต้องเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่เป็นครั้งที่3 ทำให้นายมีชัย ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกสภา โดยให้เหตุผลว่าเป็นนายกสภามานานแต่ก็ยังไม่สามารถสรรหาอธิการบดีได้ แต่ต่อมาสภาก็ได้เชิญนายมีชัยกลับมาเป็นนายกสภาต่อ กระทั่งมีการดำเนินการสรรหาอธิการบดีมาเป็นครั้งที่ 4 ถึงได้นายเปรื่อง กิจรัตน์ภร เป็นอธิการบดี ซึ่งนายเปรื่อง อายุ 74 ปี ถือว่าอายุมากสุดเป็นอันดับสองของอธิการบดีเกษียณของมรภ.ทั่วประเทศ รองจากนายจรูญ ถาวรจักร์ อายุ 76 ปี อธิการบดีมรภ.อุดรธานี

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับคำพิพากษาของมรภ.กาญจนบุรี ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ว่าแม้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 37/2560 เรื่องการแก้ไขปัญหาการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา ในข้อ 2 ที่กำหนดให้ “สถาบันอุดมศึกษามีอำนาจแต่งตั้งบุคคลใดที่มิได้เป็นข้าราชพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาหรือเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา มาดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้” แต่คำสั่ง คสช.ไม่ได้ยกเว้นเรื่องคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามในเรื่องอายุ ด้วยระบุว่า “คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ยังต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา(ก.พ.อ.)และกฎหมายจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษานั้นๆ” คำสั่งคสช. จึงเป็นเพียงการรองรับให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา/พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา สามารถเป็นอธิการบดีได้เท่านั้น แต่คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ยังต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา(ก.พ.อ.)และกฎหมายจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษานั้นๆ และแม้พ.ร.บ.มรภ.และพ.ร.บ.ก.พ.อ.ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติเรื่องอายุไว้ชัดเจน แต่พ.ร.บ.ก.พ.อ.กำหนดเรื่องข้าราชการพลเรือน/พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาต้องออก/พ้นจากราชการในกรณีใดบ้าง จึงโยงไปยังพ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องอายุไว้ว่าข้าราชการ/พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้วเป็นอันพ้นจากราชการ จึงถือว่าคุณสมบัติเรื่องอายุที่ต้องไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ เป็นคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดีและรักษาการอธิการบดี ที่จำเป็นต้องมี

รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะที่ในส่วนของมทร.อีสาน เคยมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในลักษณะคล้ายกับมรภ.กาญจนบุรี โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 ให้ยืนตามคำตัดสินของศาลปกครองชั้นต้น ที่ให้เพิกถอนคำสั่งสภา มทร.อีสาน ที่แต่งตั้ง นายวินิจ โชติสว่าง ซึ่งอายุเกิน 60 ปี ดำรงตำแหน่งรักษาการอธิการบดี โดยศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่มีสถานภาพเป็นข้าราชการหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา นอกจากนี้ศาลปกครองชั้นต้นได้เคยพิพากษากรณีของมทร.ศรีวิชัย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 โดยให้เพิกถอนคำสั่งสภามทร. ศรีวิชัย ที่แต่งตั้งนายประชีพ ชูพันธ์ ซึ่งอายุเกิน 60 ปี ดำรงตำแหน่งรักษาการอธิการบดี โดยศาลวินิจฉัยว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะรักษาการอธิการบดีต้องเป็นข้าราชการพลเรือนหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา หรือต้องไม่เกิน 60 ปี อย่างไรก็ตามในชั้นศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี เนื่องจากนายประชีพ ได้ลาออกจากตำแหน่งรักษาการอธิการบดีก่อน

ข้อมูล:มติชนออนไลน์

Facebook Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published.

%d bloggers like this: